On-Page SEO คือการปรับสิ่งที่อยู่บนหน้าเว็บของเราเอง ให้ Google เข้าใจว่าหน้านี้พูดเรื่องอะไร และให้คนที่เห็นผลค้นหาอยากกดเข้ามา ต่างจาก Off-Page SEO ที่เป็นเรื่องรีวิวและลิงก์จากเว็บอื่น ข้อดีของ On-Page คือเราควบคุมได้เองทั้งหมด ไม่ต้องรอใคร
หลายเว็บในกระบี่มีเนื้อหาดี รูปสวย แต่ทุกหน้าใช้ Title เดียวกันว่า “Home” หรือชื่อบริษัทอย่างเดียว Google จึงไม่รู้ว่าหน้าไหนควรขึ้นกับคำค้นอะไร การแก้เรื่องพื้นฐานในบทความนี้มักเห็นผลเร็วกว่าที่คิด
1. หนึ่งหน้า หนึ่งคำค้นหลัก
ก่อนเขียนอะไร ให้ตัดสินใจก่อนว่าหน้านี้ต้องการให้คนค้นเจอด้วยคำไหน เช่น หน้าห้องพักใช้ “ที่พักอ่าวนาง ติดทะเล” หน้าทริปใช้ “ทัวร์ 4 เกาะ กระบี่” แล้วใช้คำนี้เป็นแกนของทั้งหน้า
- เลือกคำที่ลูกค้าพิมพ์จริง ลองพิมพ์ใน Google แล้วดูคำแนะนำที่ขึ้นมา และส่วน “คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง” ด้านล่างผลค้นหา
- ดูว่าหน้าที่ติดอันดับอยู่ตอนนี้เป็นหน้าแบบไหน ถ้าเป็นบทความทั้งหมด หน้าขายของอาจขึ้นยาก และกลับกัน
- อย่าให้สองหน้าในเว็บแย่งคำค้นเดียวกัน เพราะ Google จะเลือกไม่ถูกว่าหน้าไหนควรขึ้น
2. Title คือสิ่งแรกที่คนเห็นในผลค้นหา
Title (แท็ก <title>) คือหัวข้อสีน้ำเงินที่แสดงในผลค้นหา และเป็นสัญญาณสำคัญที่บอก Google ว่าหน้านี้เกี่ยวกับอะไร หลักการเขียนมีดังนี้
- ใส่คำค้นหลักไว้ต้นประโยค และใส่ชื่อแบรนด์ไว้ท้าย เช่น “ทัวร์ 4 เกาะ กระบี่ เรือสปีดโบ๊ท รวมอาหารกลางวัน | ชื่อบริษัท”
- ทุกหน้าต้องมี Title ไม่ซ้ำกัน
- ยาวพอดีกับที่ Google แสดง ภาษาอังกฤษประมาณ 50–60 ตัวอักษร ภาษาไทยควรสั้นกว่านั้น เพราะ Google ตัดตามความกว้างบนหน้าจอ ไม่ใช่จำนวนตัวอักษร
- เขียนให้คนอยากกด บอกจุดเด่นหรือสิ่งที่ได้ ไม่ใช่เรียงคำค้นซ้ำๆ
ถ้า Title ไม่ตรงกับเนื้อหา ยาวเกินไป หรือยัดคำค้นมากเกินไป Google อาจเขียนหัวข้อที่แสดงใหม่เอง ซึ่งมักออกมาไม่ดีเท่าที่เราเขียนเอง
3. Meta Description ช่วยให้คนกด ไม่ใช่ช่วยอันดับ
Meta Description คือข้อความสั้นๆ ใต้ Title ในผลค้นหา Google บอกชัดว่าไม่ได้ใช้เป็นปัจจัยจัดอันดับโดยตรง แต่คำอธิบายที่ดีทำให้คนกดมากขึ้น ซึ่งคือเป้าหมายจริงของเรา
- สรุปว่าหน้านี้มีอะไร ให้ใคร ในสองประโยคสั้นๆ
- ใส่คำค้นหลักอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะ Google จะทำตัวหนาคำที่ตรงกับที่ผู้ใช้ค้นหา
- ใส่ข้อมูลที่ช่วยตัดสินใจ เช่น ราคาเริ่มต้น จุดรับส่ง หรือจองได้ทันที
- ทุกหน้าต้องไม่ซ้ำกัน ถ้าเขียนไม่ทันทุกหน้า ให้เริ่มจากหน้าที่สำคัญที่สุดก่อน
4. H1 และลำดับหัวข้อ
H1 คือหัวข้อใหญ่บนหน้าเว็บ ควรมีหน้าละหนึ่งอัน บอกเรื่องของหน้าตรงๆ และมีคำค้นหลักอยู่ด้วย Google ไม่ได้ลงโทษหน้าที่มีหลาย H1 แต่หน้าเดียวหนึ่ง H1 ช่วยให้ทั้งคนอ่านและ Google เข้าใจง่ายที่สุด
ส่วนย่อยใช้ H2 และหัวข้อย่อยของส่วนนั้นใช้ H3 เรียงลำดับเหมือนสารบัญของหนังสือ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือเลือกระดับหัวข้อจากขนาดตัวอักษรที่อยากได้ ขนาดควรกำหนดด้วยการออกแบบ ไม่ใช่ด้วยระดับหัวข้อ
5. URL สั้น อ่านออก และไม่เปลี่ยนบ่อย
- ใช้คำที่อ่านเข้าใจ คั่นด้วยขีดกลาง (-) เช่น /tours/4-islands-krabi แทน /page?id=123
- URL ภาษาไทยใช้ได้และ Google เข้าใจ แต่เวลาคัดลอกไปแชร์จะกลายเป็นตัวอักษรยาวเหยียดแบบ %E0%B8%97… หลายเว็บจึงเลือกใช้ภาษาอังกฤษ
- เมื่อหน้าเผยแพร่แล้วอย่าเปลี่ยน URL โดยไม่จำเป็น ถ้าต้องเปลี่ยนจริง ให้ทำ Redirect 301 จาก URL เดิมไป URL ใหม่ทุกครั้ง
6. Alt Text ของรูปภาพ
Alt Text คือข้อความที่อธิบายรูป ช่วยให้ Google เข้าใจรูปและนำไปแสดงใน Google Images และช่วยผู้พิการทางสายตาที่ใช้โปรแกรมอ่านหน้าจอ เขียนสั้นๆ ตามที่เห็นในรูปจริง เช่น “เรือหางยาวจอดที่หาดไร่เลย์ตอนเช้า” ไม่ใช่ใส่คำค้นซ้ำๆ อย่าลืมบีบอัดรูปด้วย เพราะรูปใหญ่ทำให้เว็บโหลดช้า
7. ลิงก์ภายในเว็บ
ลิงก์จากหน้าหนึ่งไปอีกหน้าหนึ่งในเว็บเดียวกันช่วยให้ Google ค้นพบหน้าใหม่ และเข้าใจว่าหน้าไหนสำคัญ เช่น บทความ “เที่ยวเกาะพีพีช่วงไหนดี” ควรลิงก์ไปหน้าทัวร์พีพีโดยตรง ใช้ข้อความลิงก์ที่บอกว่าปลายทางคืออะไร แทนคำว่า “คลิกที่นี่”
8. เนื้อหาต้องตอบสิ่งที่คนค้นหาต้องการ
ทุกอย่างข้างต้นช่วยให้ Google เข้าใจหน้าเว็บ แต่สิ่งที่ทำให้อยู่อันดับได้นานคือเนื้อหาที่ตอบคำถามได้ครบ คนที่ค้น “ทัวร์ 4 เกาะ กระบี่” อยากรู้ราคา เวลา จุดรับส่ง สิ่งที่รวมในแพ็กเกจ และรูปจริง หน้าไหนตอบได้ครบและชัดที่สุด คนก็อยู่นานและจองมากกว่า
ทำแล้วตรวจผลอย่างไร
หลังแก้หน้าเว็บ ให้ติดตามจำนวนการแสดงผล อัตราการคลิก และอันดับของแต่ละหน้าใน Google Search Console (ดูวิธีใช้ Search Console) โดยทั่วไปต้องรอให้ Google เก็บข้อมูลหน้าใหม่ก่อน แล้วจึงเห็นผลภายในไม่กี่สัปดาห์ ถ้าธุรกิจมีหน้าร้าน อย่าลืมทำ Local SEO ให้ติด Google Maps ควบคู่กันด้วย
ถ้าต้องการเว็บไซต์ที่วาง Title, Meta, โครงสร้างหัวข้อ และ URL มาให้ถูกตั้งแต่วันแรก ดู บริการทำเว็บไซต์ของเรา หรือ ปรึกษาเราได้ฟรี
คำถามที่พบบ่อย
Meta Keywords ยังต้องใส่ไหม
ไม่จำเป็น Google ไม่ได้ใช้แท็ก Meta Keywords ในการจัดอันดับมานานแล้ว เวลาที่ใช้ใส่แท็กนี้ควรเอาไปเขียน Title และ Meta Description ให้ดีขึ้นแทน
Title ควรยาวเท่าไร
Google ตัดหัวข้อตามความกว้างบนหน้าจอ ภาษาอังกฤษประมาณ 50–60 ตัวอักษรจะแสดงครบ ภาษาไทยควรสั้นกว่านั้นเล็กน้อย และควรวางคำค้นหลักไว้ต้นประโยคเพื่อให้ยังเห็นแม้ถูกตัด
ใช้ URL ภาษาไทยได้ไหม
ได้ Google อ่าน URL ภาษาไทยเข้าใจ แต่เวลาคัดลอกลิงก์ไปแชร์ใน LINE หรืออีเมล URL จะถูกแปลงเป็นรหัสยาวอ่านไม่ออก เว็บที่มีลูกค้าต่างชาติด้วยจึงนิยมใช้ URL ภาษาอังกฤษ



