ลูกค้าของโรงแรม บริษัททัวร์ และร้านอาหารในกระบี่ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ พวกเขาค้นหาเป็นภาษาอังกฤษ รัสเซีย เยอรมัน หรือจีน ตั้งแต่ก่อนออกจากบ้าน ถ้าเว็บเรามีแค่ภาษาไทย หรือมีภาษาอังกฤษแต่ Google มองไม่เห็น ลูกค้ากลุ่มนี้จะไปจบที่ OTA หรือคู่แข่งแทน
การมีหลายภาษาไม่ได้แปลว่าจะติด Google ในทุกภาษาเสมอไป ต้องทำให้ Google รู้ว่าแต่ละภาษาอยู่ที่ URL ไหน และควรแสดงหน้าไหนให้ใคร บทความนี้สรุปวิธีทำที่ถูกต้อง
1. อย่าพึ่งปุ่มแปลอัตโนมัติ
หลายเว็บติดปุ่มแปลภาษาแบบปลั๊กอินที่แปลหน้าเว็บในเบราว์เซอร์ของผู้ใช้ วิธีนี้ Google เห็นเว็บเราเป็นภาษาเดียว เพราะหน้าภาษาอื่นไม่มีอยู่จริงบนเซิร์ฟเวอร์ และไม่มี URL ของตัวเอง ผลคือเว็บไม่ขึ้นในผลค้นหาภาษาอังกฤษเลย แม้ผู้ใช้จะกดแปลได้ก็ตาม
Google ดูภาษาจากเนื้อหาที่มองเห็นบนหน้าเว็บ แต่ละภาษาจึงต้องเป็นหน้าจริงที่มีเนื้อหาแปลแล้ว และมี URL แยกกัน
2. แยก URL ตามภาษา
การแยก URL ตามภาษามี 3 แบบหลัก
- Subdirectory เช่น example.com/th/ และ example.com/en/ ทำง่าย ดูแลที่เดียว และทุกภาษาได้ความน่าเชื่อถือจากโดเมนเดียวกัน แนะนำสำหรับธุรกิจส่วนใหญ่
- Subdomain เช่น en.example.com ทำได้ แต่ต้องตั้งค่าและดูแลแยกกันมากกว่า
- โดเมนแยกตามประเทศ เช่น example.de สำหรับเยอรมนี ส่งสัญญาณประเทศได้ชัด แต่ค่าใช้จ่ายและงานดูแลสูง เหมาะกับธุรกิจที่มีทีมในแต่ละประเทศ
สิ่งที่ไม่ควรทำคือใช้ URL เดียวแล้วเปลี่ยนภาษาด้วย Cookie หรือพารามิเตอร์อย่าง ?lang=en เพราะ Google มักเห็นและเก็บได้แค่ภาษาเดียว
3. บอก Google ด้วย hreflang
hreflang คือแท็กที่บอก Google ว่าหน้านี้มีฉบับภาษาอื่นอยู่ที่ URL ไหน Google จะเลือกแสดงหน้าที่ตรงกับภาษาของผู้ค้นหา คนไทยเห็นหน้าไทย นักท่องเที่ยวเห็นหน้าอังกฤษ และไม่มองว่าสองหน้าเป็นเนื้อหาซ้ำกัน
- ทุกหน้าต้องระบุฉบับทุกภาษา รวมถึงตัวเองด้วย
- ต้องลิงก์กลับหากันเสมอ ถ้าหน้าไทยชี้ไปหน้าอังกฤษ หน้าอังกฤษต้องชี้กลับมาหน้าไทย ถ้าไม่ครบ Google อาจไม่ใช้แท็กนี้
- ใช้รหัสภาษาให้ถูก เช่น th หรือ th-TH และ en หรือ en-US
- เพิ่ม x-default สำหรับผู้ใช้ที่ภาษาไม่ตรงกับหน้าใดเลย มักชี้ไปภาษาหลักหรือหน้าเลือกภาษา
- ใส่ได้ 3 ที่ คือแท็ก <link> ในส่วน head ของหน้า HTTP header หรือใน Sitemap เลือกวิธีเดียวก็พอ
4. อย่า Redirect อัตโนมัติตามประเทศหรือภาษาเบราว์เซอร์
การพาผู้ใช้ไปหน้าภาษาอื่นโดยอัตโนมัติ ดูเหมือนสะดวก แต่ Googlebot ส่วนใหญ่เข้าเว็บจากสหรัฐฯ ด้วยภาษาอังกฤษ จึงอาจไม่เคยเห็นหน้าภาษาไทยเลย ผู้ใช้เองก็หงุดหงิด เช่น คนไทยที่ใช้มือถือตั้งค่าภาษาอังกฤษ ทางที่ดีกว่าคือแสดงแถบเล็กๆ แนะนำภาษาที่น่าจะตรงกับผู้ใช้ และให้เขาเลือกเอง
ปุ่มเปลี่ยนภาษาควรพาไปหน้าเดียวกันในอีกภาษา ไม่ใช่กลับไปหน้าแรก และควรเขียนชื่อภาษาด้วยภาษานั้นเอง เช่น “ไทย” และ “English” แทนการใช้ธงชาติ เพราะภาษาเดียวใช้กันหลายประเทศ
5. หาคำค้นแยกแต่ละภาษา อย่าแปลตรงตัว
นักท่องเที่ยวไม่ได้ค้นหาด้วยคำที่แปลตรงจากภาษาไทย คนไทยพิมพ์ “ทัวร์ 4 เกาะ กระบี่” แต่นักท่องเที่ยวมักพิมพ์ “Krabi 4 islands tour” หรือ “things to do in Ao Nang” ชื่อสถานที่ก็สะกดได้หลายแบบ เช่น Railay กับ Railey หรือ Koh Phi Phi กับ Ko Phi Phi
- พิมพ์คำค้นในแต่ละภาษาใน Google แล้วดูคำแนะนำและผลที่ติดอันดับ
- ถามพนักงานหน้าร้านว่าลูกค้าต่างชาติถามอะไรบ่อย คำถามเหล่านั้นคือคำค้นที่ดี
- ดูรีวิวภาษาต่างประเทศของตัวเองและคู่แข่งบน Google และ TripAdvisor ว่าลูกค้าใช้คำอะไร
6. แปลให้ครบ ไม่ใช่แค่เนื้อหาหลัก
หน้าภาษาอังกฤษที่เนื้อหาเป็นอังกฤษ แต่ Title และ Meta Description ยังเป็นภาษาไทย จะแสดงผลค้นหาที่ผู้ใช้อ่านไม่ออก สิ่งที่ต้องแปลด้วยมีดังนี้
- Title, Meta Description และหัวข้อ (ดูวิธีเขียนให้ติด Google)
- Alt Text ของรูปภาพ และ URL ของหน้า
- Structured Data เช่น ชื่อ คำอธิบาย และเวลาเปิดทำการ
- ปุ่ม ฟอร์ม ข้อความแจ้งเตือน และอีเมลยืนยันการจอง
- รูปแบบข้อมูล เช่น ราคาที่อาจแสดงเป็นดอลลาร์หรือยูโรประกอบ เบอร์โทรในรูป +66 และวันที่แบบสากล
การใช้เครื่องมือช่วยแปลเพื่อประหยัดเวลาทำได้ แต่ต้องมีคนที่รู้ภาษาตรวจก่อนเผยแพร่ Google ถือว่าเนื้อหาที่แปลอัตโนมัติจำนวนมากโดยไม่มีคนตรวจเป็นเนื้อหาคุณภาพต่ำ ซึ่งเสี่ยงต่ออันดับของทั้งเว็บ
7. ติดตามผลแยกตามภาษาและประเทศ
ใน Google Search Console (ดูวิธีใช้) ให้ดูรายงาน Performance แยกตามประเทศ และกรองตามหน้า /en/ หรือ /th/ เพื่อรู้ว่าแต่ละภาษามีคนค้นเจอด้วยคำอะไร ส่วน Google Business Profile ก็เพิ่มคำอธิบายและตอบรีวิวเป็นภาษาของลูกค้าได้ (ดูวิธีทำ Local SEO)
ควรเริ่มจากภาษาไหน
สำหรับธุรกิจส่วนใหญ่ในกระบี่ ไทยและอังกฤษคือจุดเริ่มต้นที่คุ้มที่สุด เพราะนักท่องเที่ยวเกือบทุกชาติค้นหาเป็นภาษาอังกฤษได้ เมื่อเห็นจากข้อมูลการจองว่าลูกค้าจากประเทศไหนมากเป็นพิเศษ จึงค่อยเพิ่มภาษานั้น โดยเริ่มจากหน้าที่สำคัญที่สุดก่อน เช่น หน้าแรก หน้าห้องพักหรือทัวร์ และหน้าติดต่อ
เราทำเว็บไซต์ภาษาไทยและอังกฤษ พร้อม URL แยกภาษาและ hreflang ให้ตั้งแต่วันแรก ดู บริการทำเว็บไซต์ หรือ ปรึกษาเราได้ฟรี
คำถามที่พบบ่อย
ใช้ Google Translate แปลเว็บทั้งเว็บได้ไหม
ใช้ช่วยร่างได้ แต่ควรมีคนที่รู้ภาษาตรวจก่อนเผยแพร่ เนื้อหาที่แปลอัตโนมัติโดยไม่มีคนตรวจมักอ่านไม่เป็นธรรมชาติ ทำให้ลูกค้าไม่มั่นใจ และ Google อาจมองว่าเป็นเนื้อหาคุณภาพต่ำ
ควรเพิ่มภาษาจีน รัสเซีย หรือเยอรมันไหม
ขึ้นกับลูกค้าจริงของธุรกิจ ดูจากข้อมูลการจอง สัญชาติลูกค้า และรายงานประเทศใน Search Console ถ้ากลุ่มใดมีสัดส่วนสูงและค้นหาด้วยภาษาของตัวเองมากกว่าภาษาอังกฤษ การเพิ่มภาษานั้นมักคุ้มค่า
ต้องแปลทุกหน้าไหม
ไม่จำเป็น เริ่มจากหน้าที่ลูกค้าต่างชาติใช้ตัดสินใจ เช่น หน้าแรก หน้าห้องพักหรือทัวร์ ราคา และหน้าติดต่อ หน้าที่ยังไม่แปลไม่ต้องใส่ hreflang ไปหาภาษาที่ยังไม่มี



